ขอแนะนำตัวอย่างทริป 2 วัน 1 คืน เที่ยวสัมผัสศิลปะหัตถกรรมดั้งเดิมและวัฒนธรรมอาหารของฮิดะทาคายามะ ดื่มด่ำกับเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของฮิดะ ตั้งแต่อาหารหมักอย่างโฮบะมิโซะ สาเกท้องถิ่น ไปจนถึงวิถีชีวิตเรียบง่ายในชนบทระหว่างหุบเขาและที่ราบ
2026.03.12-
สารบัญ
- สัมผัสเสน่ห์อีกด้านของฮิดะทาคายามะผ่านรสชาติอาหารท้องถิ่น
- ศาลเจ้าซากุระยามะฮาจิมังกู และทาคายามะมัตสึริยาไตไคคัง (พิพิธภัณฑ์ทาคายามะมัตสึริยาไต)
- อิ่มอร่อยมื้อกลางวันกับ Hoba-Miso Beef Steak ที่ร้านซูซูยะ
- เรียนรู้ความใส่ใจในการทำโฮบะมิโซะ ที่โรงผลิตมิโซะและโชยุคุซาคาเบะ
- สัมผัสสถาปัตยกรรมดั้งเดิมและงานช่างฝีมือ ที่พิพิธภัณฑ์หัตถกรรมพื้นบ้านคุซาคาเบะ
- สัมผัสบริการแบบญี่ปุ่นแสนอบอุ่นหัวใจ ที่ซูมิโยชิเรียวกัง
- เพลิดเพลินกับอาหารเช้าแบบสบายๆ ที่ oku Cafe ลิ้มลองขนมปังจากยีสต์ธรรมชาติ และอาหารตามฤดูกาลต่างๆ
- ลิ้มรสสาเกชื่อดังของฮิดะทาคายามะ ที่โรงผลิตสาเกฮิราตะ
- ลิ้มลองรสชาติอาหารท้องถิ่นของฮิดะทาคายามะ ที่ร้านอาหารไทกิ
- สัมผัสวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมในหมู่บ้านพื้นเมืองฮิดะ
- บทส่งท้าย
สัมผัสเสน่ห์อีกด้านของฮิดะทาคายามะผ่านรสชาติอาหารท้องถิ่น

เมืองทาคายามะ (Takayama) ตั้งอยู่ในหุบเขาของพื้นที่ฮิดะ (Hida) ในจังหวัดกิฟุ (Gifu) เป็นสถานที่สุดพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวผู้หลงใหลในทิวทัศน์บ้านเมืองสมัยเอโดะและงานหัตถกรรมญี่ปุ่นดั้งเดิมต้องแวะมากัน เมืองแห่งนี้ยังมีงานเทศกาลทาคายามะอันโด่งดังระดับโลก ซึ่งจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง เป็นงานเทศกาลเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 และมีชื่อเสียงในเรื่องความงดงามของยาไต (รถขบวนแห่) ที่แกะสลักอย่างประณีต แต่อีกหนึ่งเสน่ห์ของเมืองอันเงียบสงบนี้ สามารถสัมผัสได้ผ่านการ "รสชาติ"
ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวมักไปเที่ยวทาคายามะควบคู่กับชิรากาวะโก (Shirakawa-go) ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องบ้านสไตล์กัชโชสึคุริ (ซึ่งมีบ้านทรงพนมมือ รูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น ลักษณะเด่นคือหลังคามุงฟางทรงจั่วสูงชันขนาดใหญ่ดูราวกับมือที่กำลังพนมเข้าด้วยกัน) จากนาโกย่า (Nagoya) ใช้เวลานั่งรถไฟด่วนมาทาคายามะราว 2 ชั่วโมงครึ่ง ทิวทัศน์กว้างใหญ่ที่มองเห็นจากหน้าต่างรถไฟคือความสุขหนึ่งของการเดินทางเช่นกัน
เสน่ห์ของทาคายามะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ซันมาจิซูจิ (Sanmachishuji) ย่านเก่าแก่ที่เรียงรายไปด้วยบ้านเรือนของพ่อค้าแม่ค้า บทความนี้จะพาเจาะลึกโลกแห่งอาหารของทาคายามะอย่างวัฒนธรรมการหมัก ผ่านตัวอย่างทริปเที่ยว 2 วัน รสชาติที่หยั่งรากลึกในท้องถิ่นจะบอกเล่าเอกลักษณ์ที่แท้จริงของเมืองนี้
ศาลเจ้าซากุระยามะฮาจิมังกู และทาคายามะมัตสึริยาไตไคคัง (พิพิธภัณฑ์ทาคายามะมัตสึริยาไต)

งานเทศกาลทาคายามะเริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 เป็นงานเทศกาลดั้งเดิมที่ชาวเมืองทาคายามะภาคภูมิใจยิ่ง โดยจัดงานขึ้นปีละ 2 ครั้ง ที่ศาลเจ้าฮิเอะ (Hie Shrine) ทางใต้ในฤดูใบไม้ผลิ (14 - 15 เมษายน) และที่ศาลเจ้าซากุระยามะฮาจิมังกู (Sakurayama Hachimangu Shrine) ทางเหนือในฤดูใบไม้ร่วง (9 - 10 ตุลาคม)

แม้ในช่วงนอกงานเทศกาล ยังสามารถสัมผัสสุดยอดศิลปะหัตถกรรมดั้งเดิมของชาวฮิดะได้ที่ทาคายามะมัตสึริยาไตไคคังหรือพิพิธภัณฑ์ทาคายามะมัตสึริยาไต (TAKAYAMA MATSURI YATAI KAIKAN หรือ Takayama Festival Floats Exhibition Hall) ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณศาลเจ้าซากุระยามะฮาจิมังกู โดยมี 4 รถขบวนแห่ที่ใช้ในช่วงงานเทศกาลฤดูใบไม้ร่วงจัดแสดงหมุนเวียนตลอดทั้งปี

รถขบวนแห่อันงดงามเหล่านี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกชาติด้านวัฒนธรรมที่สำคัญของญี่ปุ่น มีความสูงราว 8 เมตร ทั้งหมดได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีในห้องจัดแสดงที่มีระบบปรับอากาศ เพื่อปกป้องเทคนิคงานแกะสลักไม้ที่ละเอียดประณีตไว้

รถขบวนแห่ที่มองเห็นผ่านกระจกแต่ละขบวนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ต่างกัน มีงานแกะสลักที่ประณีต งานลงรักที่งดงาม งานปิดทอง และเครื่องประดับล้ำค่าหลากชนิด สามารถชมตุ๊กตาคาราคุริ (ตุ๊กตากลไกโบราณของญี่ปุ่น) ชื่อดังที่เคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวาในงานเทศกาลอย่างใกล้ชิดได้ด้วย

ภายในพิพิธภัณฑ์ยังมีทางเดินที่มองเห็นรถขบวนแห่จากมุมสูง ทำให้ได้ชื่นชมเทคนิคขั้นสูงของช่างฝีมือฮิดะในแบบ 3 มิติ นอกจากนี้ ในห้องฉายวิดีโอที่อยู่ติดกัน ยังฉายวิดีโอความยาว 10 นาที ที่ถ่ายทอดความตื่นเต้นและงดงามของงานเทศกาลเหมือนอยู่ในงานจริงๆ ตั้งแต่พิธีกรรมชินโตไปจนถึงงานเทศกาลโยอิมัตสึริ (งานเทศกาลยามค่ำคืน เป็นคืองานที่จัดขึ้นในคืนก่อนวันงานเทศกาลหลัก) อันน่าตื่นตาตื่นใจที่สว่างไสวด้วยโคมไฟราว 100 ดวง
งานเทศกาลทาคายามะยังคงอยู่ในวิถีชีวิตและความภาคภูมิใจของผู้คนท้องถิ่นจนถึงทุกวันนี้ การเริ่มต้นทริปที่พิพิธภัณฑ์ทาคายามะมัตสึริยาไต (Yatai Kaikan) แห่งนี้ จะช่วยให้เข้าใจภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และแก่นแท้ทางจิตวิญญาณของท้องถิ่นนี้ และทำให้ดื่มด่ำกับการพักผ่อนในทาคายามะได้ลึกซึ้งและน่าจดจำยิ่งขึ้น
อิ่มอร่อยมื้อกลางวันกับ Hoba-Miso Beef Steak ที่ร้านซูซูยะ

Picture courtesy of Suzuya Restaurant
ร้านซูซูยะ (Suzuya Restaurant) อยู่ไม่ไกลจากศาลเจ้าซากุระยามะฮาจิมังกู สามารถเดินไปได้สะดวก เป็นร้านแนะนำสำหรับมื้อกลางวัน ทางร้านมีอาหารหลากหลายเมนูที่ใช้ฮิดะกิวหรือเนื้อวัวฮิดะ ซึ่งเป็นเนื้อวัวขึ้นชื่อของทาคายามะ เมนูเด็ดที่ห้ามพลาดคือ Hoba-Miso Beef Steak (สเต็กเนื้อวัวกับซอสมิโซะย่างบนใบโฮบะ)

อาหารพื้นเมืองจานนี้นำเนื้อวัวฮิดะ ต้นหอม และเห็ดมาย่างกับซอสมิโซะบนใบโฮบะตากแห้ง กลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบโฮบะจะแทรกซึมเข้าไปในวัตถุดิบ ทำให้ได้รสชาติที่ล้ำลึก เนื้อวัวฮิดะที่มีลายไขมันแทรกอยู่อย่างละเอียดนั้นนุ่มมากอย่างน่าเหลือเชื่อ ความหวานตามธรรมชาติของเนื้อผสานกับความเข้มข้นของซอสมิโซะได้อย่างลงตัว ทำให้เป็นเมนูที่เข้ากับข้าวสวยร้อนๆ ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วย

ทางร้านยังมีอาหารหลากหลายให้เลือก ตั้งแต่อาหารญี่ปุ่นดั้งเดิม อย่าง Sansai-Miso Nabe (หม้อไฟมิโซะผักป่า) Sukiyaki (สุกี้ยากี้ญี่ปุ่น) และ Ami-Yaki (เนื้อวัวย่างถ่าน) ไปจนถึงอาหารตะวันตก อย่าง ทงคัตสึ (หมูชุบแป้งทอด) และ Ebi Fry (กุ้งชุปแป้งทอด)
เสน่ห์ของร้านซูซูยะไม่ได้อยู่ที่อาหารเลิศรสเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่บรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเองด้วย ตัวอาคารบ้านเก่าที่ปรับปรุงใหม่ เดิมปู่ทวดเจ้าของร้านเคยอาศัยอยู่ที่นี่ แต่ได้เปิดเป็นร้านอาหารเมื่อราว 60 ปีก่อน

เดิมที ร้านนี้ให้บริการอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของทาคายามะ โดยเน้นที่ผักป่าและปลาแม่น้ำ แต่ต่อมาได้เพิ่มเมนูเนื้อวัวฮิดะ ปัจจุบันยังมีอาหารตะวันตกอย่างทงคัตสึ ที่สืบทอดรสชาติอาหารจากคุณปู่ผู้ซึ่งเคยเป็นเชฟอาหารตะวันตก
สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือการบริการแบบญี่ปุ่นที่อบอุ่นและเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว พนักงานจะอธิบายวิธีการรับประทานอาหารอันโอชะอย่างละเอียด โดยใช้ภาษาอังกฤษและท่าทางประกอบ ไม่แน่ว่าอาจได้ยินเสียงพนักงานขอบคุณเป็นภาษาต่างๆ อย่างภาษาไทยก็ได้ นี่เป็นอีกหนึ่งความใส่ใจเป็นพิเศษของทางร้าน เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านจะได้รับประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจ
เรียนรู้ความใส่ใจในการทำโฮบะมิโซะ ที่โรงผลิตมิโซะและโชยุคุซาคาเบะ

หากอยากรู้เคล็ดลับความอร่อยของโฮบะมิโซะให้มากยิ่งขึ้น ต้องแวะไปที่โรงผลิตมิโซะและโชยุคุซาคาเบะ (Kusakabe Miso & Soy Sauce Brewery)
โรงผลิตเก่าแก่แห่งนี้เปิดกิจการในปี 1890 คาคุอิจิ โคจิมิโซะ (Kakuichi Kojimiso 角一こうじ味噌 โคจิมิโซะ แบรนด์คาคุอิจิ ที่ทำจากข้าวโคจิคุณภาพสูงจำนวนมาก ผ่านกระบวนการหมักอย่างช้าๆ ด้วยปริมาณเกลือต่ำ เพื่อให้ได้มิโซะรสหวานและมีรสอูมามิเข้มข้น) ซึ่งเป็นสินค้าขายดีของที่นี่ ปัจจุบันก็ยังคงหมักด้วยถังไม้ โดยบางถังไม้ใช้หมักมานานกว่า 130 ปี

ถังไม้ที่ผ่านกาลเวลาอันยาวนาน เป็นแหล่งที่อยู่ของแบคทีเรียหมักที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโรงผลิตแห่งนี้ รสอูมามิที่กลมกล่อมล้ำลึกซึ่งเกิดจากแบคทีเรียเหล่านี้ เป็นรสชาติที่ถังสแตนเลสไม่สามารถเลียนแบบได้
แม้ไม่มีบริการทัวร์ชมโรงผลิต แต่สามารถไปเยี่ยมชมร้านจำหน่ายสินค้าโดยตรงซึ่งตั้งอยู่ในมุมหนึ่งของโรงผลิตเก่าที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี

ภายในร้าน สามารถลองชิมมิโซะ (เต้าเจี้ยวญี่ปุ่น) 4 ชนิดและโชยุ (ซอสถั่วเหลืองญี่ปุ่น) 5 ชนิดก่อนซื้อได้ ทางร้านติดคำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษไว้เพื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย พร้อมทั้งแนะนำวิธีการใช้เครื่องปรุงรสประเภทหมักให้เข้าใจง่าย ตั้งแต่วิธีทำซุปมิโซะพื้นฐาน ไปจนถึงอาหารท้องถิ่นอย่างโฮบะมิโซะด้วย
โรงผลิตมิโซะและโชยุคุซาคาเบะยังเป็นผู้บุกเบิกในการจัดทำโฮบะมิโซะเป็นสินค้าออกจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไปด้วย
โฮบะมิโซะนี้โดดเด่นด้วยปริมาณเกลือน้อยและรสออกหวานกว่ามิโซะทั่วไป ซอสมิโซะในโฮบะมิโซะทำจาก "คาคุอิจิ โคจิมิโซะ" สินค้าดังที่โรงผลิตแห่งนี้ภาคภูมิใจยิ่ง ผสมกับคาซุสาเก (กากสาเก) มิริน (เหล้าหวานสำหรับปรุงอาหาร) และสาเกบ่ม การผสมผสานที่มีเอกลักษณ์ซึ่งได้รับการคำนวณมาอย่างดีนี้ เมื่อนำไปย่างยิ่งส่งกลิ่นหอมละมุนชวนกิน และรสชาติเข้มข้นลึกล้ำ

หน้าร้านวางจำหน่ายชุดมิโซะสูตรพิเศษกับใบโฮบะแห้ง เมื่อปรุงอาหารที่บ้าน ให้แช่ใบโฮบะในน้ำราว 10 - 15 นาทีก่อนเพื่อให้ใบนิ่มลง จากนั้นสะเด็ดน้ำออก หากใช้เตาให้ความร้อน (เตาไฟฟ้า) หรือกระทะ แบนที่มีด้ามจับแบบทั่วไป ควรวางแผ่นอลูมิเนียมฟอยล์ที่ใหญ่กว่าใบโฮบะเล็กน้อยไว้ด้านล่าง วิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้น้ำไหลจากใบออกมาหากใบฉีกขาด และยังช่วยให้ทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นด้วย
วิธีปรุงก็ง่าย เพียงแค่ทาซอสมิโซะบางๆ บนใบโฮบะ วางเนื้อวัวและเห็ดหอมลงไป โรยด้วยต้นหอม แล้วนำไปย่างด้วยไฟอ่อนๆ หากอยากปรับเปลี่ยนรสชาติ ลองใส่เนยหรือชีสเพิ่ม แล้วสนุกกับรสชาติที่หลากหลายที่รังสรรค์เองได้ตามใจชอบ
สัมผัสสถาปัตยกรรมดั้งเดิมและงานช่างฝีมือ ที่พิพิธภัณฑ์หัตถกรรมพื้นบ้านคุซาคาเบะ

หากต้องการสัมผัสประวัติศาสตร์ของทาคายามะ ขอแนะนำให้ไปที่พิพิธภัณฑ์หัตถกรรมพื้นบ้านคุซาคาเบะ (Kusakabe Mingeikan หรือ Kusakabe Folk Museum) ซึ่งเดินจากตลาดเช้ามิยากาวะ (Miyagawa Asaichi หรือ Miyagawa Morning Market) มาไม่ไกล อาคารหลักซึ่งได้รับการสร้างขึ้นใหม่ หลังเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในปี 1875 เดิมเคยใช้เป็นทั้งที่อยู่อาศัยและโกดังของตระกูลคุซากาเบะ ซึ่งเป็นตระกูลพ่อค้าผู้มั่งคั่งและธุรกิจการเงินที่ร่ำรวยในช่วงสมัยเอโดะ (ปี 1603 – 1868)
ในเวลานั้น พื้นที่ฮิดะได้รับการกำหนดให้เป็น "เท็นเรียว" พื้นที่ที่อยู่ภายใต้การปกครองโดยตรงของโทคุกาวะบาคุฟุ (รัฐบาลโชกุนโทคุกาวะ) ด้วยทรัพยากรป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์และทักษะฝีมืออันเป็นเลิศของช่างฝีมือเอก ซึ่งเรียกกันว่า "ช่างฝีมือฮิดะ" ทำให้เมืองนี้เจริญรุ่งเรืองมาก

บ้านของตระกูลคุซาคาเบะ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกชาติด้านวัฒนธรรมที่สำคัญของญี่ปุ่นในปี 1967 เป็นอาคารสำคัญที่ถ่ายทอดความงดงามของสถาปัตยกรรมทาคายามะมาถึงทุกวันนี้ คานไม้ใหญ่หนาเคลือบรักสีดำ และโครงสร้างเพดานสูงโปร่งดูเปิดโล่ง แสดงให้เห็นถึงทักษะงานไม้ระดับสูงของฮิดะได้อย่างชัดเจน

ใกล้กับโถงทางเข้า มีแท่นบูชาพระพุทธรูปอายุราว 250 ปีที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี เป็นหนึ่งในโบราณวัตถุล้ำค่าที่รอดพ้นจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ขณะที่เดินชมพิพิธภัณฑ์ จะมองเห็นงานศิลปะญี่ปุ่นที่งดงามประดับอยู่ในโทโคโนะมะ (พื้นที่ตกแต่งในห้องแบบญี่ปุ่นที่ไว้รับแขก มีลักษณะเป็นพื้นยกสูงเล็กน้อย) มีทั้งงานหัตถกรรมพื้นบ้านฮิดะ เครื่องปั้นดินเผาแบบดั้งเดิม และข้าวของเครื่องใช้โบราณในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะทำให้ได้เห็นภาพวิถีชีวิตอันมั่งคั่งของพ่อค้าผู้ร่ำรวย

ในขณะที่ผู้เขียนไปเยือนนั้น มีผลงานศิลปะของโอจิไอ โยอิจิ ศิลปินร่วมสมัยจัดแสดงอยู่บนชั้น 2 ผลงานชิ้นนี้ผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับภาพลักษณ์ทางพุทธศาสนา ทำให้เส้นแบ่งระหว่างสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับโลกดิจิทัลเลือนหายไป ภรรยาของผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ก็เป็นภัณฑารักษ์ศิลปะเช่นกัน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมยุคสมัยต่างๆ โดยมีการจัดนิทรรศการและกิจกรรมพิเศษที่สร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง

ปิดท้ายการเยี่ยมชม โดยแวะไปที่ลานภายในที่เงียบสงบและโกดังกำแพงดินซึ่งได้รับการดัดแปลงเป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ

ร้านจำหน่ายของฝากของพิพิธภัณฑ์ยังมีผลงานศิลปะออริจินัล รวมถึงศิลปะหัตถกรรมดั้งเดิมต่างๆ อย่างงานแก้ว งานสิ่งทอ และเครื่องประดับ รับรองว่าจะได้พบกับของฝากคุณภาพเยี่ยมที่ต่างจากของฝากทั่วไปอย่างแน่นอน
สัมผัสบริการแบบญี่ปุ่นแสนอบอุ่นหัวใจ ที่ซูมิโยชิเรียวกัง

ทาคายามะมีโรงแรมทันสมัยมากมาย แต่ถ้ามองหาที่พักสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ขอแนะนำซูมิโยชิเรียวกัง (Sumiyoshi Ryokan) ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลดีเยี่ยมริมแม่น้ำมิยะ (Miyagawa หรือ Miya River) ตรงข้ามกับตลาดเช้ามิยากาวะ เรียวกังที่ดำเนินกิจการโดยครอบครัวแห่งนี้ เปิดกิจการในปี 1950 ในอาคารที่เคยเป็นโรงรับจำนำในสมัยเมจิ
ห้องพักตกแต่งในสไตล์ญี่ปุ่น ด้วยเสื่อทาทามิ เฟอร์นิเจอร์ฮิดะ และของตกแต่งตามฤดูกาล ห้องพักบนชั้น 2 มองเห็นทิวทัศน์อันงดงามของแม่น้ำมิยะ ภายในเรียวกังยังมีผลงานศิลปะและของโบราณของญี่ปุ่นที่เจ้าของเรียวกังรุ่นก่อนสะสมไว้อยู่ทั่วทุกแห่ง โดยเฉพาะที่ล็อบบี้มีงานหัตถกรรมพื้นบ้านและสิ่งของต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานเทศกาลทาคายามะมากมายเรียงรายอยู่ ดูน่าประทับใจยิ่ง

ห้องน้ำและห้องอาบน้ำของที่นี่เป็นแบบใช้ร่วมกันตามแบบฉบับของเรียวกังแบบดั้งเดิม เรียวกังมีห้องอาบน้ำรวมขนาดใหญ่ และห้องอาบน้ำส่วนตัวแบบเช่าเหมาขนาดเล็ก 2 ห้อง ห้องอาบน้ำส่วนตัวแบบเช่าเหมาสามารถใช้บริการได้เช่นกันหากไม่มีผู้ใช้ แต่โปรดคำนึงถึงแขกท่านอื่นด้วย ตามมารยาทการอาบน้ำของญี่ปุ่น ควรล้างตัวด้วยฝักบัวก่อนลงแช่ และปล่อยน้ำในอ่างไว้ให้แขกคนอื่นใช้ต่อได้

อาหารเช้าที่เรียวกังเป็น "อาหารเช้าแบบญี่ปุ่น" ที่มีสีสันสวยงาม ประกอบด้วย ซุปมิโซะ ข้าวสวย ปลาย่าง และโฮบะมิโซะ สำหรับผู้ที่ต้องการลิ้มลองอาหารเช้าสไตล์ทาคายามะแท้ๆ ซูมิโยชิเรียวกังคือตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด
เพลิดเพลินกับอาหารเช้าแบบสบายๆ ที่ oku Cafe ลิ้มลองขนมปังจากยีสต์ธรรมชาติ และอาหารตามฤดูกาลต่างๆ

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบอาหารเช้าสไตล์ตะวันตก ขอแนะนำ oku Cafe ซึ่งเป็นพี่น้องกับ Le Pain Mujo (ลูปังมุโจ) ร้านเบเกอรี่ชื่อดังในท้องถิ่น นับตั้งแต่เปิดกิจการในเดือนกรกฎาคม 2024 ได้ให้บริการอาหารเช้าที่อ่อนโยนต่อร่างกายและดีต่อสุขภาพ โดยเน้นขนมปังแสนอร่อยที่เชฟทำเองตั้งแต่การหมักยีสต์

ในเมนูมีซุปตามฤดูกาลที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร อย่าง Spinach Potage (ซุปข้นสไตล์ฝรั่งเศสที่ทำจากผักโขม) ในฤดูหนาว และ Tomato Soup (ซุปมะเขือเทศ) ที่สดชื่นในฤดูร้อน เสิร์ฟพร้อมสลัด แฮมโฮมเมด Mashed Potato (มันบด) เนื้อเนียน และอาหารจานเคียงตามฤดูกาล อาหารแต่ละจานประกอบด้วยโปรตีน แร่ธาตุ และวิตามินในปริมาณที่สมดุล แสดงให้เห็นถึงการออกแบบด้านโภชนาการที่พิถีพิถันของอาหารญี่ปุ่น

อาหารเช้าที่ oku Cafe แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากอาหารฟาสต์ฟู้ด เมื่อเข้าไปในร้าน ต้องถอดรองเท้าแล้วสวมรองเท้าแตะของทางร้านก่อน เพียงแค่เปลี่ยนมาสวมรองเท้าแตะ ก็ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายได้อย่างเป็นธรรมชาติ ภายในร้านตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่อบอุ่น และรายล้อมไปด้วยต้นไม้เขียวขจี ช่วยสร้างบรรยากาศที่เงียบสงบราวกับอยู่ในป่าของฮิดะ
ไม่ว่าจะมาที่นี่คนเดียว มากับครอบครัว หรือเพื่อนฝูง ก็สามารถผ่อนคลายได้ ที่นี่ให้ความสำคัญกับอาหารเช้าซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการดูแลตัวเอง เพื่อเตรียมพร้อมเริ่มต้นวันใหม่

ตอนที่ผู้เขียนไปเยือน ได้ลองชิม Campagne (หรือ Pain de Campagne อ่านว่า แปง เดอ กองปาญน์ เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ขนมปังชนบท ที่ด้านนอกแข็งเหมือนกับขนมปังซาวโดวจ์ แต่เนื้อด้านในเหนียวนุ่ม) ขนมปังยีสต์ธรรมชาติหอมๆ รสชาติเข้มข้น ที่ยิ่งเคี้ยวยิ่งอร่อยน่าประทับใจ อาหารจานนี้จะเสิร์ฟมาพร้อมซุปและอาหารจานเคียงตามฤดูกาล ที่ข่วยเติมพลังและทำให้พึงพอใจทั้งกายและใจ ถือเป็นอาหารเช้าที่สมบูรณ์แบบก่อนออกไปเดินเที่ยวในทาคายามะ
ลิ้มรสสาเกชื่อดังของฮิดะทาคายามะ ที่โรงผลิตสาเกฮิราตะ

นอกจากมิโซะและโชยุแล้ว สาเกก็เป็นส่วนสำคัญในการสนันสนุนวัฒนธรรมการหมักของทาคายามะเช่นกัน สาเกเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกในชีวิตประจำวันและความเชื่อของผู้คนท้องถิ่น เช่น เป็นเครื่องดื่มที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายในช่วงฤดูหนาวที่หนาวจัด และสาเกถวายแก่เทพเจ้าและแจกจ่ายให้ผู้คนท้องถิ่นในงานเทศกาลทาคายามะ

โรงผลิตสาเกฮิราตะ (Hirata Sake Brewery) เป็น 1 ใน 7 โรงผลิตสาเกเก่าแก่ของเมือง เปิดกิจการในปี 1895 ทัวร์พร้อมไกด์ ใช้เวลาราว 40 นาที (คนละ 4,000 เยน / ต้องจองล่วงหน้า) จะช่วยให้เรียนรู้ปรัชญาและขั้นตอนการผลิตสาเกอย่างละเอียด รวมทั้งเป็นโอกาสที่ดีในการทำความเข้าใจวัฒนธรรมดั้งเดิมของทาคายามะ ในตอนท้ายของทัวร์ ยังสามารถลิ้มลองสาเกท้องถิ่นด้วย
สิ่งที่ต่างจากโรงงานขนาดใหญ่คือ โรงผลิตสาเกฮิราตะมุ่งมั่นในการผลิตสาเกขวดเล็กและจำกัดปริมาณในการผลิต และยังคงผลิตสาเกโดยใช้เทคนิคการผลิตแบบดั้งเดิมที่สะท้อนถึงสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของฮิดะ ในช่วงครึ่งแรกของทัวร์ จะได้เห็นขั้นตอนการผลิตสาเกตามลำดับ ตั้งแต่การขัดข้าว นึ่งข้าว การทำโคจิ การหมัก การคั้น จนถึงการบรรจุขวด ทำให้ได้สัมผัสขั้นตอนต่างๆ อันประณีตบรรจงที่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปเป็นสาเกหนึ่งหยด

ภายในโรงผลิตอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของข้าวนึ่งและโมโรมิ (สาเกโมโรมิทำจากข้าวสวย โคเมะโคจิ ยีสต์ และน้ำผสมกัน หมักราว 2 สัปดาห์) ที่กำลังหมักอยู่ อาจมีโอกาสได้ชมการทำงานของโทจิ (หัวหน้าโรงผลิต) และช่างฝีมือต่างๆ อย่างใกล้ชิด การผลิตสาเกที่ประณีตบรรจง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประเพณีและประสบการณ์นี้ ยังคงดำเนินต่อเนื่องอย่างเงียบๆ มาจนถึงทุกวันนี้

ปิดท้ายทัวร์ด้วยการทดลองชิม 3 สาเกแบรนด์ดัง โดยสาเกที่ได้ชิมจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล เช่น ฮิดะโนะฮานะ (Hidanohana) สาเกรสชาติสดชื่นและเผ็ดร้อน ซึ่งเข้าได้ดีกับอาหารท้องถิ่นรสจัด อย่างโฮบะมิโซะ และโชริวโนะไม (Shoryu no Mai) สาเกไดกินโจที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และกลิ่นหอมงดงามละมุนละไม
นอกจากนี้ ทาคายามะ (多賀山 Takayama) ยังเป็นสาเกจุนไมไดกินโจ ที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง จากการประกวดคุระมาสเตอร์ (Kura Master) อันทรงเกียรติซึ่งจัดขึ้นที่ฝรั่งเศสในปี 2025 สามารถสัมผัสได้ถึงคุณภาพอันยอดเยี่ยมmที่ได้รับยอมรับในระดับโลก
สาเกแบรนด์ดังเหล่านี้สามารถซื้อหาได้ในร้านค้าที่อยู่ติดกัน ซึ่งยังมีเหล้าผลไม้หลากหลายชนิดจำหน่ายด้วย หากต้องการลิ้มรสชาติแท้ๆ ของฮิดะที่บ้าน สินค้าเหล่านี้เหมาะเป็นของฝากสุดพิเศษอย่างแน่นอน
ลิ้มลองรสชาติอาหารท้องถิ่นของฮิดะทาคายามะ ที่ร้านอาหารไทกิ

ช่วงบ่ายวันที่ 2 ของการมาเยือนทาคายามะ ผู้เขียนแวะไปเยี่ยมชมฮิดะโนะซาโตะ โดยนั่งแท็กซี่จากใจกลางเมืองไปราว 15 นาที

ก่อนไปเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวหลัก ขอแนะนำให้แวะรับประทานอาหารที่ร้านอาหารไทกิ (Restaurant Taiki) ร้านอาหารบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องอาหารฮิดะแท้ๆ เมนูมีอาหารท้องถิ่นหลากหลาย อย่างโซบะทำมือ เท็มปุระกรอบๆ โฮบะมิโซะ และชุดอาหารผักป่า

เจ้าของร้านคัดสรรฮิดะกิว (เนื้อวัวฮิดะ) คุณภาพเยี่ยมอย่างพิถีพิถัน ผสมผสานกับวัตถุดิบสดใหม่ที่เก็บเกี่ยวได้จากภูเขาโดยรอบ บางฤดูกาลอาจมีปลาอายุหรือปลาอิวานะย่างเกลือให้บริการด้วย ทำให้ได้ลิ้มลองรสชาติอันเรียบง่าย ที่ดึงรสชาติธรรมชาติของวัตถุดิบออกมาได้อย่างเต็มที่

ตัวอาคารอายุราว 250 ปีก็เป็นอีกหนึ่งจุดดึงดูดสำคัญของร้านอาหารแห่งนี้ การนั่งรับประทานอาหารในห้องที่ปูพื้นด้วยเสื่อทาทามิ และตกแต่งด้วยไม้เก่าแก่ ทำให้รู้สึกเหมือนได้ดื่มด่ำไปกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของทาคายามะ
สำหรับผู้ที่อยากลิ้มลองรสชาติอาหารพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนี้ ร้านอาหารไทกิคือตัวเลือกที่เหมาะสมยิ่ง ที่นี่ให้บริการอาหารท้องถิ่นเป็นหลัก แต่หากจองล่วงหน้า ทางร้านสามารถจัดเตรียมอาหารสำหรับผู้รับประทานมังสวิรัติได้ ขอแนะนำให้ติดต่อและยืนยันทางร้านล่วงหน้าเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับอาหารตรงตามที่ต้องการ
สัมผัสวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมในหมู่บ้านพื้นเมืองฮิดะ

หมู่บ้านพื้นเมืองฮิดะ (Hida no Sato หรือ Hida Folk Village) ซึ่งอยู่ห่างจากร้านอาหารไดกิขึ้นไปบนเนินเขาเพียงไม่กี่ก้าว เป็นสถานที่ที่ต้องไปเยือน โดยเฉพาะผู้ที่อยากเรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนในหมู่บ้านชนบทบนภูเขาของท้องถิ่นฮิดะ
พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแห่งนี้ได้ย้ายและอนุรักษ์อาคารบ้านเรือนดั้งเดิมกว่า 30 หลังไว้ หนึ่งในอาคารที่โดดเด่นที่สุดคือบ้านสไตล์กัชโชสึคุริ (บ้านทรงพนมมือ) ซึ่งมีลักษณะเด่นคือหลังคามุงฟางทรงจั่วสูงชันขนาดใหญ่ดูราวกับมือที่กำลังพนม อาคารเหล่านี้ได้รับการรื้อถอนและเคลื่อนย้ายอย่างระมัดระวังจากสถานที่ต่างๆ เพื่อการอนุรักษ์ บางหลังมีอายุเก่าแก่ย้อนไปถึงศตวรรษที่ 18 - 19

ภายในอาคารแต่ละหลังได้รับการอนุรักษ์ไว้ให้คงสภาพเดิมมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เครื่องมือทางการเกษตรและข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่จัดแสดง สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้คนในสมัยนั้น รวมทั้งแสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัดถึงการเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งระหว่างวัฒนธรรมฮิดะกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
ฮิดะตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีหิมะตกหนัก วิธีที่รับมือกับหิมะคือปัจจัยสำคัญยิ่งในการดำเนินชีวิต ภายในบ้านเรือนจะมีอิโรริ (บริเวณที่เป็นหลุมสี่เหลี่ยมจัตตุรัสในห้อง ใช้ในการก่อไฟในบ้านญี่ปุ่นสมัยก่อน) ซึ่งเป็นวิธีที่ชาญฉลาดในการรักษาความอบอุ่น และยังเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่คนในครอบครัวมารวมตัว ทำอาหาร และพูดคุยกัน

ด้านนอกอาคารมีนิทรรศการกลางแจ้งซึ่งจัดแสดงเลื่อนประเภทต่างๆ ที่ใช้ในการขนส่งเสบียงขึ้นไปบนเนินเขา รายละเอียดเหล่านี้บอกเล่าอย่างชัดเจนว่า ผู้คนในฮิดะใช้ชีวิตอย่างกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สวยงามแต่โหดร้ายได้อย่างไร
ส่วนด้านในอาคาร ช่างฝีมือท้องถิ่นยังจัดแสดงการสาธิตให้นักท่องเที่ยวได้ชมศิลปะหัตถกรรมดั้งเดิมต่างๆ เช่น การแกะสลักไม้และเครื่องเขิน นักท่องเที่ยวยังสามารถร่วมทำกิจกรรมสัมผัสวัฒนธรรมดั้งเดิมของท้องถิ่น อย่างฮิดะซาชิโกะหรือการปักผ้าฮิดะ (ซาชิโกะคือการปักผ้าแบบดั้งเดิมที่สร้างลวดลายบนผ้าสีครามด้วยด้ายสีขาว) การทำเครื่องปั้นดินเผา และการทอผ้า รายละเอียดของกิจกรรมอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
นอกจากนี้ ศูนย์ฝึกงานฝีมือฮิดะทาคะยามะ (Hida Takayama Omoide Taikenkan หรือ Hida Takayama Crafts Experience Center) ยังมีกิจกรรมหลากหลายให้ครอบครัวได้สนุกสนานกับลูกๆ ตลอดทั้งปี เช่น การทำ "ซารุโบโบะ" ตุ๊กตาผู้พิทักษ์สีแดงอันเป็นสัญลักษณ์ของทาคายามะ การวาดภาพ และพิธีชงชา อย่าลืมแวะมาสร้างความทรงจำดีๆ ที่นี่กัน

หมู่บ้านพื้นเมืองฮิดะเป็นสถานที่ที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ตลอดทั้งปี แต่ละฤดูกาลล้วนมอบทัศนียภาพที่น่าจดจำ ตั้งแต่ทิวทัศน์หิมะอันเงียบสงบในฤดูหนาว ความสดใสเขียวขจีในฤดูร้อน และสีสันอบอุ่นที่แต่งแต้มภูเขาในฤดูใบไม้ร่วง
บทส่งท้าย
ตัวอย่างทริปท่องเที่ยวฮิดะทาคายามะ 2 วัน 1 คืนที่แนะนำนี้ เป็นทริปที่จะช่วยให้เราได้ใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ ย้อนกลับไปสู่ความเรียบง่ายและใส่ใจชีวิตให้มากขึ้น ซึ่งจะสร้างความสมดุลและความสุขที่แท้จริงให้กับชีวิต กลิ่นหอมหวนของโฮบะมิโซะ เทคนิคช่างฝีมือเก่าแก่นานนับศตวรรษที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในพิพิธภัณฑ์หัตถกรรมพื้นบ้านคุซาคาเบะ ยามเช้าอันเงียบสงบที่ oku Cafe และทิวทัศน์เรียบง่ายของหมู่บ้านพื้นเมืองฮิดะ—ที่นี่คือท้องถิ่นที่กาลเวลาอันล้ำค่าซึ่งมีวัฒนธรรมมากมายและธรรมชาติอันเงียบสงบผสมผสานกันอย่างกลมกลืนไหลผ่าน
สามารถเดินทางจากสถานีนาโกย่าไปฮิดะทาคายามะได้อย่างง่ายดาย โดยนั่งรถไฟด่วนพิเศษ JR Limited Express "Wide View Hida" ใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมง 20 นาที ทิวทัศน์อันงดงามของแม่น้ำฮิดะ (Hida River) และหุบเขาที่มองเห็นจากหน้าต่างรถไฟ เป็นความสุขที่ไม่เหมือนใครในเส้นทางการเดินทางนี้
นอกจากนี้ ยังสามารถใช้บริการรถบัส Meitetsu Bus ซึ่งออกเดินทางจากศูนย์รถบัสเมเท็ตสึ (Meitetsu Bus Center) ในห้างเมเท็ตสึ (meitetsu) หรือรถบัส Nohi Bus ซึ่งออกเดินทางจากสถานีขนส่งผู้โดยสาร Takayama Nohi Bus Terminal ในสถานีนาโกย่า (Nagoya) ทางออกรถไฟชินคันเซ็น (Shinkansen-guchi) ได้ด้วย ค่าโดยสารไม่แพงมาก มีรถบัสวิ่งให้บริการมากมาย ใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมง 40 นาที เพื่อไปยังใจกลางเมืองทาคายามะ
นอกจากนี้ บทความอาจมีลิงก์โฆษณา โปรดพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อหรือจอง
หน้าเว็บไซต์นี้ใช้เครื่องมือแปลภาษาอัตโนมัติบางส่วน