language
ภาษาไทย

โรงผลิตสาเกเซคิยะ: สาเกชื่อดังของไอจิที่ถือกำเนิดจากความรักในบ้านเกิด

โรงผลิตสาเกเซคิยะ: สาเกชื่อดังของไอจิที่ถือกำเนิดจากความรักในบ้านเกิดの画像

โรงผลิตสาเกเซคิยะที่ชิทาระโจในจังหวัดไอจิ มีสาเก "โฮไรเซ็น" ที่โด่งดัง มีสถานที่มากมายให้ได้สัมผัสเสน่ห์ของการผลิตสาเก อย่างทัวร์พร้อมไกด์และกิจกรรมผลิตสาเกด้วยตนเอง มาสัมผัสรสชาติท้องถิ่นและความลึกซึ้งของวัฒนธรรมสาเกญี่ปุ่นกัน

2026.01.28

โรงผลิตสาเกชั้นนำของจังหวัดไอจิ (Aichi) ที่มีถือกำเนิดในชิทาระ

ในระหว่างการท่องเที่ยวชมวัฒนธรรมการหมักในภูมิภาคต่างๆ ของญี่ปุ่น คณะของผู้เขียนได้พบกับโรงผลิตสาเกชั้นเยี่ยมมากมาย ซึ่งทุกแห่งล้วนโดดเด่นในด้านเทคนิคการผลิตสาเกที่ยอดเยี่ยมและมีความมุ่งมั่นในการผลิตสาเกคุณภาพอย่างไม่ลดละ

อย่างไรก็ตาม โรงผลิตสาเกที่แนะนำในบทความนี้ ไม่ได้แค่ "ผลิตสาเกรสเลิศ" เท่านั้น แต่ยังมีสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับชุมชนท้องถิ่น และมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนอุตสาหกรรมท้องถิ่นบนพื้นที่ราบลุ่มซึ่งจำนวนประชากรกำลังค่อยๆ ลดลงด้วย

โรงผลิตสาเกเซคิยะ (Sekiya Brewery) ไม่เพียงแต่มีชื่อเสียงในการผลิตสาเก โดยเฉพาะสาเกโฮไรเซ็น (Houraisen) อันโด่งดังที่เป็นที่ชื่นชอบชาวไอจิเท่านั้น แต่ยังมอบโอกาสให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสวัฒนธรรมสาเกญี่ปุ่นด้วย ที่นี่มีโรงงานที่ให้ได้ชมกระบวนการผลิตอย่างใกล้ชิด มีกิจกรรมให้ได้ลองทำสาเกด้วยตนเอง และยังมีโครงการปลูกข้าวสำหรับทำสาเกของโรงงานเองด้วย

กิจกรรมเหล่านี้เป็นการสนับสนุนที่ดีเยี่ยมต่อชิทาระโจ (Sitaracho) ซึ่งอยู่ติดกับเมืองโทโยตะ (Toyota) และแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า "สาเกมีพลังในการเชื่อมโยงและสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับท้องถิ่น"

เรื่องราวของโรงผลิตสาเกเซคิยะที่ก้าวเดินไปพร้อมกับยุคสมัย

ประวัติความเป็นมาของโรงผลิตสาเกเซคิยะ ต้องย้อนกลับไปถึงปี 1864 เดิมทีตระกูลนี้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านที่ทำหน้าที่เก็บเน็นกุไม (ข้าวที่นำมาจ่ายแทนเงินตรา เมื่อถูกเรียกเก็บภาษีในสมัยเอโดะ) แต่เซคิยะบุซาเอมอนซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งโรงผลิตสาเกรุ่นแรก ได้แยกครอบครัวออกมา และก่อตั้งโรงผลิตสาเกของตนเอง จากนั้นก็พัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งในโรงผลิตสาเกชั้นนำของพื้นที่ชิทาระ

เดิมทีชิทาระเคยเป็นเมืองพักแรมที่เจริญรุ่งเรืองบนเส้นทางซันชูไคโด (หรือเส้นทางอินะไคโด ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อเส้นทางจูมะไคโด) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าที่สำคัญซึ่งเชื่อมต่อเมืองโอคาซากิ (Okasaki) และพื้นที่มิคาวะ (Mikawa) ในไอจิกับชินาโนะในจังหวัดนากาโนะ (Nagano) ว่ากันว่าเนื่องจากมีนักเดินทางสัญจรไปมามากมาย รวมทั้งมีฮาทาโกยะ (บ้านพักแรมขนาดไม่ใหญ่) และร้านอาหารมากมาย ทำให้มีความต้องการสาเกสูงอยู่เสมอ

สมัยโชวะ (ค.ศ. 1926 - 1989) เป็นยุคสมัยของการปฏิรูปครั้งใหญ่ เมื่อสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นเปลี่ยนแปลงไป โรงผลิตสาเกเซคิยะก็พบว่าตัวเองอยู่บนทางแยกครั้งสำคัญเช่นกัน เมื่อมูลค่าของสาเกธรรมดาซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของโรงผลิตเริ่มลดลง เจ้าของโรงผลิตรุ่นที่ 4 จึงตัดสินใจอย่างกล้าหาญ ที่จะสร้างแบรนด์สาเกคุณภาพสูงขึ้นมาใหม่ชื่อว่า "โฮไรเซ็น" สาเกนี้ได้รับชื่อเสียงอย่างรวดเร็วไปทั่วทั้ง จังหวัดไอจิ และในที่สุดได้กลายเป็นแบรนด์ที่เป็นเอกลักษณ์ของโรงผลิตสาเกแห่งนี้

กลยุทธ์สำคัญอีกประการหนึ่งของที่นี่คือการขยายช่องทางการจำหน่ายให้กว้างขวางขึ้น โดยไม่พึ่งพาแค่เฉพาะตลาดท้องถิ่น จากนั้น ในปี 1985 พื้นที่นี้ได้มีการขยายเส้นทางถนนโดยรอบ ทำให้ท้องถิ่นเริ่มสูญเสียเสน่ห์ของเมืองพักแรมไป ในขณะที่เกษตรกรรมก็กลายเป็นอุตสาหกรรมหลักของท้องถิ่น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ โรงผลิตสาเกเซคิยะจึงเริ่มต้นขยายกิจการและมองหาตลาดใหม่ๆ

ครั้งนี้คณะของผู้เขียนได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้เข้าชมโรงผลิตที่สำนักงานใหญ่ ซึ่งปกติแล้วจะไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชม

ปัจจุบัน ภายใต้การนำของคุณเซคิยะ เคน เจ้าของรุ่นที่ 7 โรงผลิตแห่งนี้ยังคงมุ่งมั่นเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นสิ่งที่หายากสำหรับโรงผลิตสาเกญี่ปุ่น นั่นคือที่นี่ได้เริ่มปลูกข้าวในนาข้าวของตนเอง เพื่อใช้ประโยชน์จากที่ดินในท้องถิ่นอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ยังเปิดอาคารโรงผลิตสาขาต่างๆ ซึ่งเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชม ลองผลิตสาเกด้วยตนเองด้วย และสัมผัสกับวัฒนธรรมสาเกได้โดยตรง โรงผลิตสาเกเซคิยะยังมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์สาเกคุณภาพสูงสำหรับโอกาสพิเศษต่างๆ และคิดค้นวิธีการผลิตสาเกแบบใหม่ๆ เพื่อให้เข้ากับรสนิยมสมัยใหม่ พร้อมทั้งขยายขอบเขตความเป็นไปได้ของสาเกญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง

เคล็ดลับสำคัญเบื้องหลัง "โฮไรเซ็น" คือน้ำอ่อนพิเศษของชิทาระ

เมื่อถามว่าลักษณะเด่นอะไรที่ทำให้โฮไรเซ็นได้รับความนิยมมากขนาดนี้ คุณเซคิยะตอบโดยไม่ลังเลว่า

"สิ่งสำคัญที่สุดคือน้ำ เราใช้น้ำอ่อนจากแหล่งน้ำในท้องถิ่นที่มีแร่ธาตุน้อยมากในกระบวนการผลิต น้ำนี้ทำให้ได้สาเกที่นุ่มนวล ดื่มง่าย"

น้ำประปาในพื้นที่ชิทาระของเมืองโทโยตะ มีสารกระด้าง เช่น แคลเซียมและแมกนีเซียม ในระดับต่ำมาก โดยมีความกระด้างเพียง 3 - 5 มิลลิกรัมต่อลิตร เมื่อเทียบกับน้ำอ่อนทั่วไปที่มีความกระด้างราว 30 มิลลิกรัมต่อลิตร และความกระด้างเฉลี่ยของน้ำประปาในญี่ปุ่นอยู่ที่ 70 - 80 มิลลิกรัมต่อลิตร ความ "อ่อน" ของน้ำในระดับนี้จึงถือว่าน่าทึ่งมาก

สาเกที่ผลิตจากน้ำนี้มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนและรสชาติที่ถูกใจผู้คนมากมาย เมื่อพูดถึงทรัพยากรน้ำอันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนี้ น้ำเสียงของคุณเซคิยะช่างแสดงถึงความเคารพและสำนึกในบุญคุณอย่างสุดซึ้ง

"โรงผลิตสาเกเซคิยะดำรงอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ด้วยน้ำจากบ้านเกิดของเรานี่เอง"

ที่มาของความรู้สึกซาบซึ้งและหวงแหนในผืนดินและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติของชิทาระนั้นมาจาก "ความผูกพันกับน้ำ" นั่นเอง

ความท้าทายในการปลูกข้าวเพื่อใช้ในการผลิตสาเก

โรงผลิตสาเกเซคิยะเริ่มปลูกข้าวเอง เนื่องจากจำนวนเกษตรกรในท้องถิ่นชิทาระที่ลดลงและมีอายุมากขึ้น เกษตรกรหลายรายประสบปัญหาขาดผู้สืบทอด ทำให้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่เกษตรกรจะมอบที่ดินทำกินให้โรงผลิตสาเกเซคิยะ โดยมีความคิดว่า "ถ้าโรงผลิตสาเกเซคิยะซื้อที่ดินไป จะรู้สึกอุ่นใจ"

ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เป็นยุคที่การประกอบธุรกิจในภาคเกษตรกรรมนั้นผิดกฎหมาย แต่จากการปฏิรูปกฎหมายทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป โรงผลิตสาเกเซคิยะได้เริ่มปลูกข้าวอย่างเต็มรูปแบบในปี 2006

คุณเซคิยะเล่าว่า ตอนนั้น ผมไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน ทั้งความรู้และเทคนิคที่จำเป็นทั้งหมดผมได้เรียนรู้จากเกษตรกรในท้องถิ่นโดยตรง

ปัจจุบัน โรงผลิตสาเกเซคิยะปลูกข้าวสำหรับทำสาเกบนนาข้าวราว 42 เฮกตาร์ (ประมาณ 262.5 ไร้) โดยเน้น "ยูเมะซันซุย" พันธุ์ข้าวสาเกยอดนิยมของจังหวัดไอจิ

ความภาคภูมิใจของโรงผลิตสาเกเซคิยะไม่ได้มีแค่การเพาะปลูกและรักษาคุณภาพของข้าวสำหรับทำสาเกของตนเองเท่านั้น แต่ยังได้ปกป้องภูมิทัศน์ชนบทของบ้านเกิดชิทาระด้วย หากที่ดินเหล่านี้ถูกขายให้กับบริษัทภายนอก ภูมิทัศน์ในปัจจุบันอาจแตกต่างไปจากนี้มาก

โรงผลิตสาเกเซคิยะได้หยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงนี้และยังคงปกป้อง "ภูมิทัศน์ของชิทาระ" ที่น่าจดจำไว้ พร้อมทั้งส่งต่อคุณค่าที่แท้จริงของผืนดินแห่งนี้ ซึ่งอุดมไปด้วยธรรมชาติและความสงบสุข ไปสู่คนรุ่นหลังผ่านการเพาะปลูกข้าว

"โฮไรเซ็น" สาเกท้องถิ่นที่เป็นตัวแทนของฮิกาชิมิคาวะ 

ตามคำจำกัดความของโรงผลิตสาเกเซคิยะ สาเกได้รับการยอมรับว่าเป็นสาเกท้องถิ่น (จิซาเกะ) ต้องมีคุณสมบัติ 2 ข้อ ดังนี้ 

1. ข้าวที่ใช้มากกว่า 50% ต้องเป็นข้าวที่ปลูกในท้องถิ่น

2. มากกว่า 50% ของคนท้องถิ่นที่มีสิทธิ์ดื่มแอลกอฮอล์ได้ตามกฎหมาย ต่างชื่นชอบและดื่มเป็นประจำ

โฮไรเซ็นใช้ข้าวที่ปลูกในท้องถิ่นมากกว่า 60% และราว 90% ของการบริโภคส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่มิคาวะ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองโทโยตะ เมืองโอคาซากิ เมืองอันโจ (Anjo) และเมืองโทโยคาวะ (Toyokawa)
กล่าวได้ว่าโฮไรเซ็นเป็นสาเกท้องถิ่นที่เป็นตัวแทนของฮิกาชิมิคาวะอย่างแท้จริง

สาเกคลาสิกของแบรนด์ Houraisen อย่าง Bessen และ Shusen มีรสชาติที่คุ้นเคย เหมาะกับมื้ออาหารประจำวัน ส่วนสาเก Junmai Daiginjo (*1) อย่าง Kuu, Gin, และ Bi เป็นสาเกพิเศษที่มีกลิ่นหอมและรสชาติประณีต สาเกชั้นดีคุณภาพเยี่ยมเหล่านี้เหมาะดื่มในโอกาสพิเศษหรือเป็นของขวัญของฝากเป็นอย่างยิ่ง

Maka เป็นสาเกจุนไมไดกินโจ ที่ผลิตขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการก่อตั้งบริษัทครบ 150 ปี มีจุดเด่นคือรสสัมผัสนุ่มนวล รสชาติเข้มข้น นิยมมอบเป็นของขวัญมากๆ

* 1: จุนไมไดกินโจ (Junmai Daiginjo) คือสาเกระดับพรีเมียมที่สุด ผลิตโดยการขัดข้าวให้เหลือน้อยกว่า 50% ต้องใช้เวลาและทักษะในการผลิต ส่งผลให้ได้กลิ่นหอมเข้มข้น และรสชาติที่ละเมียดและซับซ้อน

สามารถซื้อสาเกแบรนด์ต่างๆ เหล่านี้ได้ที่ร้านค้าภายในโรงงานผลิตสาเกเซคิยะแต่ละแห่ง รวมถึงร้านจำหน่ายสุราในพื้นที่มิคาวะ อย่างไรก็ตาม สาเกซีรีส์จุนไมไดกินโจ มีจำนวนการผลิตจำกัด โดยเฉพาะแบรนด์ที่หายากเป็นพิเศษอาจต้องสั่งจองล่วงหน้า

* ป้จจุบัน Kuu และ Gin สามารถสั่งจองล่วงหน้าได้เท่านั้น หากต้องการซื้อ กรุณาตรวจสอบรายละเอียดโดยตรงที่ร้านค้า

เยี่ยมชมโรงผลิตและชิมสาเกที่ Houraisen Ginjo Kobo (Inabu Factory, Sekiya Brewery Co., Ltd.)

โฮไรเซ็นกินโจโคโบ (Houraisen Ginjo Kobo) เปิดเมื่อปี 2004 ในฐานะโรงงานสาขาของโรงผลิตสาเกเซคิยะ เป็นสถานที่ที่สามารถเรียนรู้การผลิตสาเกผ่านทัวร์ชมโรงงาน สัมผัสประสบการณ์ในกระบวนการผลิตบางส่วน และชิมสาเกต่างๆ เพื่อค้นหาขวดที่ถูกใจที่สุด

ในพื้นที่จัดแสดงที่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้ สามารถเดินและชมกระบวนการผลิตสาเกผ่านกระจกได้อย่างอิสระ แต่ขอแนะนำให้เข้าร่วมทัวร์ชมโรงผลิตสาเกพร้อมไกด์ ทัวร์นี้จะมีการอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม และจะได้เข้าไปในโรงผลิตสาเกและเห็นกระบวนการผลิตสาเกอย่างใกล้ชิด

* ทัวร์ชมโรงผลิตพร้อมไกด์และการชิมสาเกต้องจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์ อนึ่ง ในทัวร์เข้าชมต้องสวมเสื้อคลุมสีขาว (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) ด้วย กรุณาตรวจสอบข้อมูลล่าสุดที่เว็บไซต์ทางการ

ตอนที่คณะผู้เขียนเข้าร่วมทัวร์ ก็รู้สึกประหลาดใจที่ได้ชมขั้นตอนต่างๆ อย่างละเอียดและการอฺธิบายที่เข้าใจง่ายมาก คุณมิยาเซะ นาโอยะ ผู้จัดการโรงผลิตสาเกอธิบายขั้นตอนต่างๆ โดยเปรียบเทียบกับการทำไวน์ ทำให้เข้าใจปัจจัยต่างๆ ที่กำหนดลักษณะและรสชาติของสาเกได้ง่ายขึ้น

ระหว่างการทัวร์ จะได้ชมขั้นตอนหลักๆ อย่างใกล้ชิด เช่น การล้างและนึ่งข้าว การเตรียมโคจิ และการหมัก

ที่พิเศษไปกว่านั้นคือ คณะผู้เขียนได้รับโอกาสให้คนโมโรมิ (สาเกโมโรมิทำจากข้าวสวย โคเมะโคจิ ยีสต์ และน้ำผสมกัน หมักราว 2 สัปดาห์) ที่กำลังหมักอยู่ กลิ่นหอมสดชื่นของผลไม้ลอยขึ้นมา จนอดสงสัยไม่ได้ว่า "รสชาติจะเป็นอย่างไรนะ?" นี่เป็นประสบการณ์ที่ทำให้สัมผัสถึง "ช่วงเวลาที่สาเกถือกำเนิดขึ้น" อย่างแท้จริง

หนึ่งในจุดเด่นของ Houraisen Ginjo Kobo คือบริการ "การผลิตสาเกตามสั่ง" ซึ่งสามารถผลิตสาเกได้โดยใช้ข้าวเพียง 60 กิโลกรัมเท่านั้น ชาวนาในท้องถิ่นจะนำข้าวที่เก็บเกี่ยวได้ส่วนหนึ่งมาผลิต "สาเกจากนาข้าวของตนเอง" ได้ราว 100 ขวดเพื่อเป็นของขวัญ

บริการนี้ยังเป็นที่นิยมอย่างมากในงานแต่งงานด้วย การเสิร์ฟสาเกต้นตำรับเพียงหนึ่งเดียวในโลกในวันสำคัญนั้น ถือเป็นความทรงจำสุดหรูจริงๆ ด้วยบริการพิเศษนี้เองที่ทำให้ Houraisen Ginjo Kobo มีความพิเศษไม่เหมือนไคร

หลังชมทัวร์เสร็จ อย่าลืมแวะไปที่ร้านค้าที่อยู่ติดกันเพื่อชิมสาเก โดยปกติแล้วสามารถลองชิมสาเกฟรีได้ 3 ชนิด โดยเฉพาะแบรนด์ Ichinenfudo ซึ่งผลิตใน Houraisen Ginjo Kobo มีรสชาติใสๆ ให้ความรู้สึกสดชื่นอย่างน่าประหลาดใจ เป็นสาเกที่ต้องลองหากมาเยือนที่นี่

ร้านค้านี้มีสาเกให้เลือกมากมาย ตั้งแต่แบรนด์ที่เหมาะดื่มในชีวิตประจำวัน จุนไมไดกินโจ ไปจนถึงสาเกพิเศษตามฤดูกาล ยังมีสาเกผลไม้ เช่น พลัม บลูเบอร์รี่ และแอปริคอต ซึ่งผลิตอย่างพิถีพิถันใน Houraisen Ginjo Kobo ก็ได้รับความนิยมด้วยเช่นกัน

ที่นี่ยังจำหน่ายอาหารที่ทำจากสาเกคาซุ (กากสาเก) อามาซาเกะ (สาเกหวาน) และโดเมะโคจิ (โคจิข้าว ทำจากหัวเชื้อโคจิกับข้าว) ซึ่งสามารถนำไปใช้ในหมักอาหารได้ เหมาะเป็นของฝากมากเช่นกัน

สัมผัสประสบการณ์การผลิตสาเก! ── เรียนรู้การผลิตสาเกได้ที่ Houraisen Sake Labo

หากต้องการสัมผัสประสบการณ์การทำสาเกแท้ๆ ด้วยมือตัวเอง ขอแนะนำ Houraisen Sake Lab (ภาษาญี่ปุนจะออกเสียงว่า โฮไรเซ็นสาเกลาโบะ ซึ่งมาจากภาษาอังกฤษเต็มๆ ว่า Houraisen Sake Laboratory) ซึ่งเปิดเมื่อปี 2021

ห้องปฏิบัติการตั้งอยู่ภายใน "ชิทาระ" จุดแวะพักรถของท้องถิ่น (Michinoeki Shitara หรือ Shitara Roadside Station) มีห้องเก็บสาเกขนาดเล็ก และมีกิจกรรมเวิร์กช็อปให้เลือก 5 แบบ สำหรับกลุ่ม 2 - 5 คน (สูงสุด 8 คน)

* ต้องจองล่วงหน้า: https://www.houraisen.co.jp/ja/sakelabo.html (เฉพาะภาษาญี่ปุ่น)

กิจกรรมจะเริ่มต้นด้วยการบรรยายพื้นฐานเกี่ยวกับสาเกโดยเจ้าหน้าที่ผู้มากประสบการณ์ ห้องเรียนมีบรรยากาศพิเศษซึ่งจำลองห้องทดลองวิทยาศาสตร์ โดยใช้อุปกรณ์ที่เคยใช้จริงในโรงเรียนมัธยมต้นที่ปิดไปแล้ว ชวนให้ชาวญี่ปุ่นย้อนคิดถึงวันเก่าๆ และช่วยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้สัมผัสวัฒนธรรมโรงเรียนของญี่ปุ่น ซึ่งได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี

ที่นี่จะได้เรียนรู้พื้นฐานการผลิตสาเก โดยการเปรียบเทียบข้าวก่อนและหลังการขัดสี สังเกตความแตกต่างของรูปร่างและสีระหว่างข้าวพันธุ์ต่างๆ และดูตัวอย่างของเชื้อราโคจิซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับกระบวนการหมัก สามารถสอบถามข้อสงสัยได้โดยตรง เหมาะสมกับผู้เริ่มต้นเรียนรู้การทำสาเกมาก

สามารถสัมผัสขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งต่อไปนี้ได้ (ขึ้นอยู่กับความพร้อมในแต่ละวัน ดังนั้นกรุณาตรวจสอบตารางเวลาล่วงหน้า เมื่อทำการจอง)

    การซาวข้าว
    การนึ่งข้าว
    ชิโคมิ (การเตรียม เป็นขั้นตอนการเติมน้ำ ข้าวสวย และโคจิลงในถังหมัก เพื่อเริ่มกระบวนการหมัก)
    ส่วนหนึ่งของขั้นตอนการคั้น (การใส่โมโรมิลงในถุง / การบีบถุงเพื่อคั้นสาเกออกมา)

ในทัวร์ครั้งนี้ คณะผู้เขียนได้สัมผัสกับขั้นตอนการซาวข้าว มีการชั่งข้าวอย่างระมัดระวัง และซาวน้ำถึง 3 ครั้ง สิ่งที่น่าประทับใจคือแม้แต่เวลาที่ใช้ในการซาวข้าวก็กำหนดไว้แน่นอน เพื่อควบคุมปริมาณน้ำที่ข้าวดูดซับอย่างระมัดระวังเช่นกัน

หลังซาวข้าวเสร็จ จะเข้าสู่ขั้นตอนการแช่น้ำ ซึ่งจะเห็นว่าเมื่อข้าวดูดซับน้ำ สีของข้าวค่อยๆ เปลี่ยนสีจากใสเป็นสีขาวนวล เมื่อข้าวดูดซับความชื้นที่จำเป็นเต็มที่แล้ว ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไปคือการนึ่งได้

จากประสบการณ์นี้ ทำให้เข้าใจถ่องแท้ว่า "การทำสาเกเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง" ซึ่งความรู้อันล้ำค่านี้สามารถได้รับจาการสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้น เป็นประสบการณ์ที่แนะนำจริงๆ ไม่เพียงแต่จะได้สัมผัสอุปกรณ์การทำสาเกและได้สังเกตวัตถุดิบอย่างใกล้ชิดเท่านั้น แต่ยังได้สัมผัสอากาศเย็นสบายในห้องที่มีอุณหภูมิต่ำเหมาะกับการผลิตสาเก ได้สัมผัสเสียงและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของการหมัก – ถือเป็นประสบการณ์ที่กระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้าอย่างแท้จริง

ไม่ว่าจะเลือกคอร์สไหน จะได้รับสาเกต้นตำรับที่ผลิตโดย Houraisen Sake Labo หนึ่งขวด อย่าพลาดประสบการณ์สุดพิเศษที่จะได้สัมผัสโลกแห่งการผลิตสาเกด้วยตนเอง ซึ่งมีเฉพาะที่ชิทาระในไอจิเท่านั้น!

บทส่งท้าย

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะช่วยให้เข้าใจว่าการผลิตสาเกมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับชุมชนท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อรักษาประเพณีอันล้ำค่านี้ไว้อย่างไร 

นอกจากการผลิตสาเก การทัวร์พร้อมไกด์ และเวิร์กช็อปแล้ว โรงผลิตสาเกเซคิยะยังเปิด MARUTANI Sake Bar 2 แห่งในนาโกย่า ได้แก่ นาโกโนะ และสวนฮิซายะโอโดริ (Hisaya Odori Park) ​​ซึ่งสามารถเพลิดเพลินกับสาเกคุณภาพสูงจากโรงผลิตสาเกเซคิยะที่จับคู่กับอาหารรสเลิศได้

หากมีโอกาส อย่าลืมเปิดขวดสาเกโฮไรเซ็น และลิ้มรสความอ่ร่อยจากเทคนิคอันประณีตของช่างผลิตสาเกในจังหวัดไอจิ และอย่าลืมแวะไปเยี่ยมชมโรงงานต่างๆ ในชิทาระโจ เพื่อสัมผัสเสน่ห์ของการหมักและการผลิตสาเกด้วยตนเอง พร้อมสร้างความทรงจำอันน่าประทับใจกัน

เนื้อหาในบทความนี้อ้างอิงจากการเก็บข้อมูลในช่วงเวลาที่เขียนบทความ อาจมีการเปลี่ยนแปลงของรายละเอียดสินค้า บริการ ราคาในภายหลังได้ กรุณาตรวจสอบกับสถานที่นั้นอีกครั้งก่อนการไปใช้บริการ
นอกจากนี้ บทความอาจมีลิงก์โฆษณา โปรดพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อหรือจอง

หน้าเว็บไซต์นี้ใช้เครื่องมือแปลภาษาอัตโนมัติบางส่วน