ขอแนะนำทริปท่องเที่ยว 3 วัน 2 คืน ออกเดินทางจากสถานีนาโกย่า เพลิดเพลินกับอาหาร HAKKO (การหมักของญี่ปุ่น) แสนอร่อยแบบจุใจ ตั้งแต่ของอร่อยขึ้นชื่อในท้องถิ่น ร้านอาหารฝรั่งเศส ไปจนถึงสถานที่เรียนรู้และสัมผัสประวัติศาสตร์ทางอาหาร นี่คือทริปสมบูรณ์แบบสำหรับนักชิมและผู้ชื่นชอบความอร่อย
2026.01.19-
สารบัญ
- หากเป้าหมายของทริปคือ "การกินของอร่อย" ต้องที่นาโกย่า
- วันที่ 1: ออกเดินทางจากสถานีนาโกย่า มุ่งสู่ย่านการค้าที่คึกคักที่สุดในญี่ปุ่น เพลิดเพลินกับอาหารรสเลิศ
- วันที่ 2: ความลับเบื้องหลังซูชิญี่ปุ่นแสนอร่อยและร้านอาหารลับ
- วันที่ 3: อิ่มอร่อยกับข้าวปั้นโทโกนาเมะแสนอร่อย และซื้อของฝาก "โทโกนาเมะยากิ" ที่ชื่นชอบกลับบ้าน
- หากใช้บริการสนามบินนานาชาติชูบุเซนแทรร์ จะได้เพลิดเพลินกับการเลือกซื้อของฝากและลิ้มลองอาหารรสเลิศไปพร้อมกัน!
- บทส่งท้าย
หากเป้าหมายของทริปคือ "การกินของอร่อย" ต้องที่นาโกย่า
เครื่องปรุงรสประเภทหมักมากมายที่กำหนดรสชาติของอาหารญี่ปุ่น เช่น มิโซะ (เต้าเจี้ยวญี่ปุ่น) โชยุ (ซอสถั่วเหลืองญี่ปุ่น) นิฮงชุ (เหล้าญี่ปุ่น) น้ำส้มสายชู มิริน (เหล้าหวานสำหรับปรุงอาหาร) ล้วนได้รับการพัฒนาขึ้นในภูมิภาคชูบุแห่งนี้ โดยเฉพาะนาโกย่า (Nagoya) เมืองที่มีวัฒนธรรมอาหารหมักที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งมีฮัตโจมิโซะ (เต้าเจี้ยวญี่ปุ่นชนิดหนึ่ง สีน้ำตาลแดง มีโซเดียมและไขมันต่ำ มีไฟเบอร์และโปรตีนสูง) และทามาริโชยุ (ซอสถั่วเหลืองญี่ปุ่นชนิดหนึ่ง) เป็นแกนหลัก ยังคงหยั่งรากลึกอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน บทความนี้ขอแนะนำทริปท่องเที่ยว 3 วัน 2 คืนสำหรับนักชิมและผู้ชื่นชอบของอร่อย โดยเริ่มต้นจากเมืองนาโกย่าไปยังคาบสมุทรจิตะ (Chita Peninsula)ฮ

นักท่องเที่ยวต่างชาติสบายใจได้ เนื่องจากทุกแห่งเดินทางไปได้ด้วยระบบขนส่งสาธารณะและการเดินเท้า ไปอิ่มอร่อยและสัมผัสกับวัฒนธรรมอาหารของนาโกย่าแบบเจาะลึก โดยมีวัฒนธรรมอาหารหมักซึ่งหยั่งรากลึกในนาโกย่าเป็นหลักกัน
วันที่ 1: ออกเดินทางจากสถานีนาโกย่า มุ่งสู่ย่านการค้าที่คึกคักที่สุดในญี่ปุ่น เพลิดเพลินกับอาหารรสเลิศ

การเดินทางเริ่มต้นที่สถานีนาโกย่า สามารถเดินทางมาได้สะดวกสบายด้วยรถไฟชินคันเซ็นและสนามบินนานาชาติชูบุเซนแทรร์ (Chubu Centrair International Airport เรียกสั้น ๆ ว่า Centrair) นาโกย่าถือเป็นประตูสู่ภูมิภาคชูบุ มีผู้คนมากมายทั้งในญี่ปุ่นและจากต่างประเทศมาเยือน แม้เมืองจะเต็มไปด้วยตึกระฟ้า แต่เสน่ห์ของเมืองอยู่ที่หากเดินทางออกไปอีกหน่อย จะได้ค้นพบวัฒนธรรมอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของนาโกย่า
มื้อกลางวัน ไปลิ้มลองอาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อของนาโกย่าอย่างมิโซะนิโคมิอุด้ง

เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมอาหารหมักของนาโกย่า เมนูที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ "มิโซะนิโคมิอุด้ง" ซึ่งทำจากฮัตโจมิโซะ อย่างที่ร้านอาหารเก่าแก่ Okute YAMAMOTOYA (ยามาโมโตยะ สาขาโอคุเทะ) จะได้ลิ้มรสความเข้มข้นและรสอูมามิของมาเมะมิโซะ (มิโซะถั่วเหลือง) ที่หมักในถังไม้ โดยทางร้านจะจัดเสิร์ฟมิโซะนิโคมิอุด้งที่ตุ๋นมาร้อนๆ ในชามหม้อดินเผา
การผสมผสานของเส้นอุด้งเหนียวนุ่มที่สัมผัสได้ถึงรสชาติของข้าวสาลี กับมิโซะเข้มข้นแต่ไม่เลี่ยนนั้นเข้ากันอย่างยอดเยี่ยม เป็นเมนูที่เหมาะกับการเริ่มต้นทริปชิมของอร่อยเป็นอย่างยิ่ง จากสถานีนาโกย่านั่งรถไฟใต้ดิน Nagoya Municipal Subway สายซากุระโดริ (Sakura-dori Line) มาลงที่สถานีฟุคิอาเกะ (Fukiage) จากทางออกที่ 1 เดินไปเพียง 3 นาที ร้านนี้มีสาขาทั่วเมืองนาโกย่า ดังนั้น สามารถฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมก่อน แล้วก็ไปที่สาขาที่ใกล้ที่สุดได้เลย
แวะมาที่โอซุโชเท็นไก ย่านการค้าที่คึกคักที่สุดในญี่ปุ่น!

หลังมื้อกลางวัน ให้มุ่งหน้าไปยังโอซุโชเท็นไกหรือย่านการค้าโอซุ (Osu Shopping Street) หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่สุดของนาโกย่า ย่านการค้านี้ยาวถึงราว 2 กิโลเมตร มีร้านค้ามากกว่า 1,200 ร้าน อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักในชื่อ "ย่านการค้าที่คึกคักที่สุดของญี่ปุ่น"
เสน่ห์ที่แท้จริงของโอซุโชเท็นไกแห่งนี้คือการผสมผสนานปะปนของสิ่งเก่าและใหม่ ตั้งแต่ร้านวากาชิ (ขนมญี่ปุ่นดั้งเดิม) เก่าแก่ ร้านจำหน่ายเครื่องปรุงรสประเภทหมัก และอาหารสตรีทฟู้ดแนวใหม่สุดๆ มีหลากหลายวิธีในการเพลิดเพลินกับย่านนี้ จะเดินเล่นชิมขนมหวานและอาหารปรุงสำเร็จ หรือแวะคาเฟ่ระหว่างทางก็ได้ ถ้าเดินทางจากสถานีนาโกย่าให้ขึ้นรถไฟใต้ดิน Nagoya Municipal Subway สายสึรุไม (Tsurumai Line) ให้ลงที่สถานีโอซุคันนอน (Osu Kannon) หรือนั่งสายเมโจ (Meijo Line) ไปลงสถานีคามิมาเอซุ (Kamimaezu) โดยต้องเปลี่ยนขบวนรถไฟหนึ่งครั้ง แต่ใช้เวลาเดินทางเพียง 20 นาที
ดินเนอร์ที่ร้านอาหารฝรั่งเศส FRENCH KAPPOU SASA กับอาหารจานเล็กที่หลากหลาย

FRENCH KAPPOU SASA ร้านอาหารฝรั่งเศสยอดนิยมในหมู่นักชิมของเมืองนาโกย่า จากโอซุโชเท็นไก ใช้เวลารถไฟรวมเดินราว 30 นาที โดยนั่งรถไฟใต้ดิน Nagoya Municipal Subway สายฮิกาชิยามะ (Higashiyama Line) สถานีอิมาอิเกะ (Imaike) แล้วเดินมาราว 5 นาที ร้านอาหารแห่งนี้ให้บริการเมนูคอร์สที่เน้นวัตถุดิบและเครื่องปรุงจาก 3 จังหวัดในภูมิภาคโทไก (ไอจิ กิฟุ และมิเอะ) โดยใช้เทคนิคการทำอาหารฝรั่งเศส ปรุงอย่างพิถีพิถัน จัดเสิร์ฟมาในจานเล็กๆ การผสมผสานเครื่องปรุงรสประเภทหมักและแก่นของอาหารญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว เป็นการรังสรรค์อาหารรสเลิศที่ลิ้มลองได้เฉพาะที่ร้านนี้เท่านั้น

เครื่องปรุงรสประเภทหมัก เช่น มิโซะ (เต้าเจี้ยวญี่ปุ่น) และโคจิ (วัตถุดิบแปรรูปซึ่งเกิดจากการเพาะจุลินทรีย์ที่เรียกว่า “โคจิคิน” ในเมล็ดธัญพืชอย่างถั่วเหลืองหรือข้าวนึ่ง ทั้งมิโซะ, โชยุ, น้ำส้มสายชู และเหล้ามิรินก็ผ่านกระบวนการหมักโดยโคจิ) นำมาปรุงอาหารได้อย่างประณีตกลมกลืน และเข้ากันได้อย่างลงตัวกับแชมเปญและไวน์ นี่คืออีกหนึ่งร้านอาหารที่จะได้สัมผัสกับสุดยอดศาสตร์การทำอาหารของนาโกย่าล่าสุด ณ ขณะนี้ สามารถจองโต๊ะผ่าน Table Check ได้
วันที่ 2: ความลับเบื้องหลังซูชิญี่ปุ่นแสนอร่อยและร้านอาหารลับ
เริ่มต้นมื้อเช้าด้วยขนมปังแสนอร่อย

เช้าวันที่ 2 ไปที่ร้าน ESPRIT ร้านเบเกอรี่ชื่อดังในนาโกย่า ขนมปังซึ่งทำจากแป้งที่หมักไว้นาน มีรสชาติเรียบง่ายแต่เข้มข้น โดดเด่นด้วยความหวานและกลิ่นหอมของข้าวสาลี

การหมักไม่ใช่แค่ส่วนหนึ่งของอาหารญี่ปุ่นดั้งเดิมเท่านั้น การได้ลิ้มลองขนมปังในมื้อเช้านี้ จะทำให้สัมผัสได้ว่า HAKKO เป็นรากฐานของความอร่อย จากสถานีนาโกย่าให้นั่งรถไฟใต้ดิน Nagoya Municipal Subway สายซากุระโดริ (Sakura-dori Line) ไปยังสถานีฮิซายะโอโดริ (Hisaya-Odori) ใช้เวลาราว 5 นาที แล้วเดินต่ออีก 3 นาที
มื้อกลางวัน ไปลิ้มลองซูชิน้ำส้มสายชูแดงที่ร้านซูชิสายพาน Uotaro สาขาฮันดะ
หลังมื้อเช้า ให้เดินย้อนกลับไปที่สถานีเมเท็ตสึ นาโกย่า (Meitetsu Nagoya) แล้วนั่งรถไฟด่วนเมเท็ตสึ (Meitetsu Limited Express) ไปยังสถานีจิตะฮันดะ (Chita Handa) ราว 50 นาที เพื่อเดินทางไปยังคาบสมุทรจิตะ เป้าหมายของมื้อกลางวันในวันนี้คือร้านซูชิสายพาน อุโอทาโร่ (Uotaro) สาขาฮันดะ ซึ่งเดินจากสถานีจิตะฮันดะราว 15 นาที ข้าวซูชิของที่นี่ใช้อากะซุ (น้ำส้มสายชูแดง) คือเป็นสิ่งที่ห้ามพลาดเป็นอย่างยิ่ง

อากะซุเป็นเครื่องปรุงรสประเภทหมักที่ได้จากการหมักสาเกคาซุ (กากสาเก) และเป็นส่วนประกอบสำคัญของซูชิสไตล์เอโดะมาเอะ (ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของนิกิริซูชิในปัจจุบัน) ที่ช่วยดึงรสอูมามิของเนื้อปลาออกมา และทิ้งรสชาตินุ่มนวลไว้หลังรับประทาน

อาหารทะเลสดๆ ที่จับได้จากคาบสมุทรจิตะ และซูชิที่รังสรรค์ขึ้นจากพลังแห่งการหมักนั้นเป็นการผสนผสานที่ยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบยิ่ง นี่คือประสบการณ์ที่ทำให้เข้าใจได้ว่า ทำไมซูชิถึงอร่อยขนาดนี้
สัมผัสและเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของน้ำส้มสายชูได้ที่พิพิธภัณฑ์มิซคัน

น้ำส้มสายชูเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ซูชิอร่อย หลังจากอิ่มอร่อยกับซูชิน้ำส้มสายชูแดงที่ร้าน Uotaro แล้ว ลองเดินไปที่พิพิธภัณฑ์มิซคัน (MIZKAN MUSEUM เรียกสั้นๆ ว่า MIM) ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่นาที เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การทำน้ำส้มสายชูและวัฒนธรรมอาหารหมัก

เมืองฮันดะ (Handa) ยังเป็นแหล่งกำเนิดของ MIZKAN ผู้ผลิตน้ำส้มสายชูที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ ที่นี่มีนิทรรศการและกิจกรรมให้ทำมากมายที่แนะนำกระบวนการผลิตน้ำส้มสายชูที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยเอโดะ รวมทั้งนวัตกรรมต่างๆ มีร้านค้าจำหน่ายน้ำส้มสายชูรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นและสินค้าของที่ระลึกที่หาซื้อได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น ซึ่งได้รับความนิยมมากๆ การเข้าชมต้องจองล่วงหน้า เนื่องจากเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ยอดนิยม ขอแนะนำให้จองล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ
ดินเนอร์ที่ร้านอาหารลับ Le Coeuryuzu ดื่มด่ำกับอาหารฝรั่งเศสสไตล์โอมากาเสะ

ช่วงเย็นให้มุ่งหน้าไปยัง Le Coeuryuzu (เลอเกอร์ริวซุ) ร้านอาหารลับที่เป็นบ้านเดี่ยวตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติของคาบสมุทรจิตะ (Chita Peninsula) จากพิพิธภัณฑ์มิซคัน นั่งรถไฟและรถบัสราว 1 ชั่วโมง ลงที่ป้ายรถเมล์คุมาโนะ (Kumano) รถไฟและรถบัสมีรอบวิ่งจำกัด ดังนั้นกรุณาตรวจสอบเส้นทางก่อนออกเดินทาง

คอร์สโอมากาเสะเน้นวัตถุดิบในท้องถิ่นเป็นหลัก และใช้เครื่องปรุงรสประเภทหมักและซอสที่ผ่านการบ่ม ให้รสชาติที่นุ่มนวลและล้ำลึก อาหารแต่ละจานไม่ฉูดฉาด แต่สัมผัสถึง "ดินแดนและกาลเวลา" นี่คือสิ่งเชฟผู้เข้าใจและซึมซับวัฒนธรรมการหมักอย่างแท้จริงเท่านั้นจะรังสรรค์ออกมาได้
ช่างเป็นมื้อค่ำที่น่าประทับใจและน่าจดจำจริงๆ เหมาะกับการปิดท้ายทริปวันที่ 2 มากๆ สามารถจองโต๊ะได้ผ่าน Table Check เช่นกัน
วันที่ 3: อิ่มอร่อยกับข้าวปั้นโทโกนาเมะแสนอร่อย และซื้อของฝาก "โทโกนาเมะยากิ" ที่ชื่นชอบกลับบ้าน
ขอแนะนำให้เดินเล่นรอบเมืองโทโคนาเมะ (Tokoname) ในวันสุดท้ายของการเดินทาง มีโรงแรมอยู่หลายแห่งรอบสถานีโทโคนาเมะ ดังนั้นหลังจากรับประทานอาหารเย็นที่ร้าน Le Coeuryuzu แล้ว สามารถพักค้างคืนที่โทโคนาเมะและเพลิดเพลินกับวันสุดท้ายของการเดินทางได้
ไปกินข้าวปั้นแสนอร่อยที่ CHOUWA OMUSUBI

สำหรับมื้อเช้าช่วงสายๆ หรือมื้อสาย ต้องลองไปที่ CHOUWA OMUSUBI (โจวะ โอมุซุบิ) เดินจากสถานีโทโคนาเมะ (Tokoname) ราว 7 นาที ข้าวปั้นถือเป็นโซลฟู้ดหรืออาหารแห่งจิตวิญญาณ (Soul Food หมายถึงอาหารที่กินแล้วทำให้คิดถึงบ้านเกิด เป็นอาหารแอฟริกันอเมริกันซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากทาสผิวดำในอเมริกาตอนใต้) ของญี่ปุ่น แต่ข้าวปั้นของที่นี่มีความพิเศษที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย

เครื่องหรือไส้ของข้าวปั้นปรุงรสได้ยอดเยี่ยมด้วยเครื่องปรุงรสประเภทหมัก และข้าวสวยนุ่มฟู ข้าวปั้นที่ดูดีไซน์เรียบง่ายเช่นนี้ กลับถ่ายทอดรสชาติของวัตถุดิบและพลังของการหมักได้อย่างตรงไปตรงมา มีบริการซื้อกลับได้ ดังนั้น สามารถซื้อไปลิ้มรสบนรถไฟหรือเครื่องบินระหว่างเดินทางกลับก็ได้
ถ่ายรูปที่ระลึกกับโทโคเนียน และไปตามหาเครื่องปั้นดินเผาโทโคนาเมะที่ชื่นชอบกัน

เมืองโทโคนาเมะเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งกำเนิดเครื่องปั้นดินเผาโทโคนาเมะ ซึ่งเป็น 1 ใน 6 แหล่งงานเครื่องปั้นดินเผาที่สำคัญของญี่ปุ่น ขณะที่เดินเล่นในเมือง จะมองเห็นแมวยักษ์ที่ชื่อ โทโคเนียน (Tokonyan) โบกมือทักทาย
สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยในอาหารญี่ปุ่นที่ลิ้มลองตลอดทริปนี้ก็คือภาชนะที่จัดเสิร์ฟซึ่งช่วยทำให้อาหารโดดเด่น การได้เลือกซื้อเครื่องปั้นดินเผาโทโคนาเมะชิ้นโปรดที่ทางเดินเครื่องปั้นดินเผาโทโคนาเมะ (Tokoname Pottery Footpath) ซึ่งอยู่ติดสถานีโทโคนาเมะ เป็นการปิดท้ายทริปที่สมบูรณ์แบบมากๆ

หากใช้บริการสนามบินนานาชาติชูบุเซนแทรร์ จะได้เพลิดเพลินกับการเลือกซื้อของฝากและลิ้มลองอาหารรสเลิศไปพร้อมกัน!

สนามบินนานาชาติชูบุเซนแทรร์ (Chubu Centrair International Airport เรียกสั้น ๆ ว่า Centrair) ซึ่งนั่งรถไฟสายเมเท็ตสึแอร์พอร์ต (Meitetsu Airport Line) จากสถานีโทโคนาเมะมาราว 5 นาที ถือเป็นประตูสู่น่านฟ้าเมืองนาโกย่า มีเที่ยวบินให้บริการมากมายจากทั่วญี่ปุ่น รวมถึงจากเมืองต่างๆ ในต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชีย

สนามบินแห่งนี้เต็มไปด้วยร้านจำหน่ายของฝากและร้านค้าปลอดภาษี ที่สามารถซื้อผลิตภัณฑ์อาหารประเภทหมัก เช่น มิโซะ โชยุ และสาเกได้ นอกจากนี้ ยังสามารถลิ้มลองอาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อของนาโกย่า เช่น มิโซะนิโคมิอุด้ง (อุด้งตุ๋นซอสมิโซะ) ฮิตสึมาบูชิ (ข้าวหน้าปลาไหลย่างซอสสูตรเด็ดของนาโกย่า) และมิโซะคัตสึ (หมูชุบแป้งทอดราดซอสมิโซะ) ได้ที่ร้านอาหารในสนามบิน ถึงจะซื้อของฝากมากเกินไป ก็สามารถขึ้นเครื่องกลับได้สบายๆ
บทส่งท้าย
ทริปเที่ยว 3 วัน 2 คืนนี้ ได้แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวสายกิน ทริปนี้ยังเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจอาหาร HAKKO แสนอร่อยและผู้ที่ต้องการเรียนรู้วัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วย
ทริปญี่ปุ่นครั้งถัดไป อย่าพลาดที่ไปสัมผัสวัฒนธรรม HAKKO (อาหารหมักดั้งเดิมของญี่ปุ่น) ของนาโกย่าแบบจัดเต็มกัน
นอกจากนี้ บทความอาจมีลิงก์โฆษณา โปรดพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อหรือจอง
หน้าเว็บไซต์นี้ใช้เครื่องมือแปลภาษาอัตโนมัติบางส่วน